วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ปฏิบัติแบบเซน 2



(ตามความเห็นส่วนตัว)
ในการเกิดมาของเรา เราอาศัยธรรมชาติ พ่อแม่ การอยู่ การเดิน การนั่ง การนอน การกิน การขับถ่าย เราต้องอาศัยธรรมชาติ และทุกสรรพสิ่งในจักรวาล การที่เรามีกายจึงเป็นสิ่งประเสริฐที่ใจเราจะได้อาศัยอยู่ เราตื่นรู้คือเอาใจไปอยู่กับกาย เบิกบานกับกาย เบิกบานหรือดูอย่างไร ซึ่ง ท่านติช นัท ฮัน ให้อยู่กับลมหายใจ ระลึกกับลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ามีความสุข หายใจออกก็มีความสุข การเดิน ให้กำหนดลมหายใจสัมพันธ์กับการก้าวเท้า เช่น หายใจเข้า ก้าวสามก้าว หายใจออกก้าวสี่ก้าว การกินให้ระลึกกับการเคี้ยว ขอบคุณและเบิกบานกับธรรมชาติที่เป็นอาหารที่จะได้เอาไปหล่อเลี้ยงในกายเรา เราคือธรรมชาติ ธรรมชาติคือเรา คณะนักบวชหรือคณะสังฆะระลึกรู้ว่าทุกคนเป็นเพื่อนกัน(คน สัตว์ พืชพันธุ์ ทรัพยากร) เป็นธรรมชาติเหมือนกัน มีขันธ์ห้า(กายใจ)เหมือนกัน การอยู่ร่วมกันจึงอยู่แบบศานติ สงบฟังกันและกัน ฟังอย่างสงบ และตั้งใจ เมื่อทานอาหารก็ทานรวมกันอย่างเคารพกัน พิธีชาจัดทำเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน และให้ผู้มาเยือนรับรู้ว่า เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เรามีกันและกัน เราต้อนรับด้วยความจริงใจ และอยู่กับความเงียบ นอบน้อมต่อธรรมชาติที่บำรุงหล่อเลี้ยงเรา นอบน้อมต่อทุกสรรพสิ่งและผู้มาเยือน เมื่อเราอยู่รวมกัน เรามักจะมีความโกรธและไม่พอใจ เมื่อเราไม่พอใจใครเราก็หายใจเข้าออกระลึกรู้ว่า เราเป็นเหมือนอากาศที่บางเบา ตัวเราก็เบา มีแต่ความว่างเปล่า ดังนั้นความโกรธก็ไม่มีตัวตน การที่เราโกรธเพราะจิตใต้สำนึกที่สั่งสมมา ใจเราอยู่แค่ในระดับความคิด และความจำ ยังไม่ถึงระดับจิตใต้สำนึก เราต้องปรับจิตใต้สำนึกใหม่ ให้ระลึกรู้เสมอว่า ความโกรธ ความไม่พอใจ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องรับเข้ามา มันแสดงถึงความมีตัวตน เราทำความรู้สึกว่าเราเบาดังปุยนุ่น หรืออากาศ หรือน้ำเย็นในทะเลสาปที่สงบ นิ่ง บางเบา จนความโกรธไม่มีอยู่ในใจเรา และเป็นดังภูเขาที่หนักแน่น เพื่อให้รู้ว่ากายเราอยู่ตรงนี้ เราต้องนำใจมาอยู่กับกายอย่างมั่นคง และเสรี เมื่อได้ยินเสียงระฆังทุกครั้ง เราต้องระลึกรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก กายมั่นคงดังภูเขา ใจเรากลับบ้าน คือกลับเข้ามาในกาย บ้านคือกาย ดังนั้น ผู้ปฏิบัติแบบเซนที่หมู่บ้านพลัม จะใช้เสียงระฆังเพื่อเรียกสติ ให้อยู่กับลมหายใจ จะทำอะไรก็ตามต้องหยุด เพื่อตามลมหายใจ นี่เป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติแบบเซนที่ข้าพเจ้าได้สัมผัส โดยอ้างอิงคำสอนของหลวงปู่ติช นัท ฮัน ที่มีหลักการ สู่การนำไปปฏิบัติของพระเซนและนักปฏิบัติแบบเซน ที่เบิกบานและมีความสุข สงบ ศานติ อยู่กับปัจจุบัน

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ทำให้ได้ก่อน แล้วจึงพูด


คำทุกคำ มีความหมาย ก่อนที่จะพูดควรคิดก่อน ถ้าสื่อไปผิด ก็เสียมากกว่าได้ การเริ่มทำอะไรใหม่ๆ เราอย่าเพิ่งเข้าใจว่าเราเก่งแล้ว เราทำได้แล้ว ต้องลองทำก่อน ทำให้ได้ก่อน ใช้เวลาทำเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี เป็นหลายๆปี แล้วค่อยซึมซับ กลั่นจากใจ แล้วค่อยอธิบาย พูดจากใจด้วยความปรารถนาดี หวังดี ให้เห็นว่าพูดออกมาจากภายในจริงๆ จึงจะน่าเชื่อ น่าฟัง คนฟังก็จะรับรู้อารมณ์จากคนพูด เมื่อคนฟังเห็นความตั้งใจ ก็จะเข้าใจเจตนารมณ์ ความหวังดี ความปรารถนาดี ระวังอย่าพูดเพื่อตนเอง อย่าเห็นแก่ตนเอง ถ้าพูดเอาดีแต่ตัว คิดว่าตัวทำได้ ทำดีแล้ว คนฟังก็จะหมดศรัทธา ไม่อยากจะฟังเราพูดอีก สิ่งที่พูดต้องเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นความจริง เป็นกลางๆ ที่ทุกคนหยิบไปใช้ได้ ถ้าเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับงานเฉพาะด้าน ก็ต้องเชี่ยวชาญจริงๆ จึงจะสามารถถ่ายทอดและพูดออกมาได้

ถ้าอะไรที่ไม่มั่นใจก็อย่าพึ่งพูดออกไป จะเสียทั้งคนพูดและคนฟัง

ปฏิบัติแบบเซน








คำที่มักใช้ในการปฏิบัติแบบเซนจากการสังเกตของข้าพเจ้าที่ได้พาเด็กๆไปร่วมปฏิบัติธรรมที่หมู่บ้านพลัม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เท่าที่ได้ฟังและรู้สึกว่าคำแต่ละคำมีความหมาย เช่น อยู่กับลมหายใจ เข้าออก มีสติ ตื่นรู้ มีความสุข ปล่อยวาง เป็นอิสระ เป็นเพื่อนกัน เบิกบาน(กับทุกกิจกรรม การเดิน การนั่ง การเป็นอยู่) ดูแลกันและกัน ธรรมชาติคือเรา เราคือธรรมชาติ เป็นสิ่งเดียวกัน
ซึ่งข้าพเจ้าจะตีความตามที่เข้าใจและอ้างอิงแนวปฏิบัติที่ได้สัมผัส ในครั้งต่อไป

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อดทน และทนอด (Patience)


ความอดทนของเราต้องให้ถึงที่สุดในขณะที่เรายังอยู่ในโลกมนุษย์นี้ บางทีเราเห็นบางคนที่อดทนน้อยมาก(หรือแม้แต่เราบางครั้งตอนที่เราหลงตัวเอง) ถูกอะไรกระทบก็ไม่สามารถต้านทานไว้ได้ จิตใจอ่อนแอ ใฝ่หาที่สบายและชอบคำเยินยอเท่านั้น เมื่อเจอเหตุการณ์หรือคำพูดที่คิดว่าเขาว่าตัวเองก็ใจแฟบลง ห่อเหี่ยวไม่มีแรง ไม่มีกำลังใจ จนกระทั่งทำให้ร่างกายเราป่วยเพราะคิดว่าไม่มีใครรักตัวเอง ไม่มีใครให้โอกาสตัวเอง คิดว่าตัวเองฉลาดมาก เลยไม่ยอมให้ใครว่าหรือแม้กระทั่งการบอกสอน กลายเป็นคนหยิบโหย่งทำอะไรมากก็ไม่สบาย ไม่พอใจก็โทษคนที่ทำให้ตัวเองเสียใจ โทษคนที่เราคิดว่าเขาว่าเรา โทษสิ่งนั้นสิ่งนี้เรื่อยไป แต่ไม่เคยโทษตัวเอง พูดเล่าต่อโดยไม่สร้างสรรค์ปัญญา ทำให้คนโง่ก็ต้องโง่ลงไปอีกที่เชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง เป็นมนุษย์นี้ไม่สิ้นคนอื่นนินทา ถ้าอยากให้คนอื่นชมอย่างเดียว ก็เหมือนสิ่งที่ไม่มีชีวิต เพราะถ้าเรามีชีวิตเรามีประสาทสัมผัส เราย่อมได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้เห็น ได้สัมผัส เป็นธรรมชาติอย่างนั้น ดังนั้นเราจะได้ยิน ได้สัมผัส ได้รับทั้งสิ่งที่ถูกใจ และไม่ถูกใจเรา กายนี้ไม่ใช่ของเรา ใจเราหลงว่านี่คือตัวเรา ประสาทเรารับรู้แล้วปรุงแต่งว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ใจรับอารมณ์ที่ทำให้เราดีใจ อารมณ์เสียใจ ดังนั้นเราต้องหมั่นเจริญสติว่า เสียงก็เป็นส่วนเสียง รูปที่เห็นก็เป็นรูปอยู่อย่างนั้น เราแค่รู้ และวางให้เป็น ว่าสิ่งที่เห็นและได้ยินมันเป็นอยู่เช่นนั้นเอง

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

คน(ครู)เท่านั้นที่จะสอนคนให้เป็นคน


ลองย้อนนึกดูว่าตอนเด็กเรามีคนที่คอยดูแลคือพ่อแม่ ดูแลทั้งให้นม ป้อนข้าว หาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้ เมื่อเจ็บป่วยไม่สบาย พ่อแม่ก็หาหยูกยา เช็ดตัวเมื่อตัวร้อน โตมาพอสอนอะไรได้ก็สอน สอนให้กินข้าวเอง ใส่เสื้อผ้าเอง เก็บของเอง สอนให้ซักเสื้อผ้าของตัวเอง ถ้าพอทำให้คนอื่นได้ก็จะให้ทำ เช่น ทำอาหาร ถูบ้าน ล้างจาน ตักน้ำ ทำความสะอาดเครื่องใช้ต่างๆ ตลอดจนทำงานที่พ่อแม่ใช้ให้ทำตามอาชีพและความเป็นอยู่แต่ละครอบครัว ถ้าครอบครัวไหนค้าขายก็ให้ช่วยขายของ ครอบครัวไหนทำนาก็ให้ช่วยทำนา ครอบครัวไหนที่ทำสวนก็ให้เข้าสวน ตอนกิ่งต้นไม้ ปลูกต้นไม้ในสวน ทุกอย่างนี้อยู่ในสายตาพ่อแม่หมด โตมาก็เข้าโรงเรียนที่จะช่วยให้เราเป็นคนดีเสริมกันกับที่ครอบครัวหล่อหลอมมา ตอนนี้แหละที่เราต้องเรียนรู้การคบเพื่อน และปรับตัวกับครูที่เป็นพ่อแม่คนที่สองของเรา ครูดีเด็กก็ดี พ่อแม่แนะนำในทางที่ดี เด็กก็ดี ผู้ใหญ่ต้องมีหน้าที่สอนเด็ก ผู้ใหญ่ที่ละเลยไม่ดูแลเด็ก ก็เสียเวลาเกิดมานานเสียเปล่า เพื่อนดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับตัวเราที่จะเลือกคบเพื่อนแบบไหน เราควรจะรู้ว่าเราจะทำอะไรกับเพื่อนคนไหน พ่อแม่และครูก็เพียงแต่แนะนำการปฏิบัติตัวกับเพื่อนเท่านั้น เขาไม่สามารถดูแลเราเกี่ยวกับเพื่อนได้ทุกอย่าง เราต้องใช้วิจารณญาณในการคบเพื่อนเอง ถ้าโตมาหน่อยเราทำงานก็ต้องมีรุ่นพี่คอยแนะนำการทำงาน เราต้องมีพี่เลี้ยงดูแลการทำงานของเรา ถ้าหากต้องการจะเรียนรู้ตนเองและทำความเข้าใจในธรรมชาติซึ่งเป็นความจริงอยู่อย่างนั้น ก็ต้องมีครูบาอาจารย์ช่วยสอนเรา แนะนำเรา ถ้าบวชก็ต้องมีพระอุปัชฌา และผู้ที่เรายอมรับที่จะเป็นศิษย์เรียนรู้ข้อปฏิบัติจากท่าน ที่กล่าวมาจะเห็นว่ากว่าที่เราจะมาเป็นคนทุกวันนี้เราต้องผ่านครูกี่คนที่คอยบอกสอนเรา กว่าเราจะประหารความโง่ของเราได้ เราต้องใช้คนอีกกี่คนที่จะสอนเรา และถ้าเรายังลังเล ไม่ยอมเรียนรู้จากใครเลย คิดว่าตัวเองเก่ง เราก็จะเป็นคนจับจดและไม่เก่งซักอย่างและจะไม่เข้าใจความจริงอะไรเลย เราคิดว่าเราต้องการอะไรในบั้นปลายและจะเรียนรู้อะไร เราแน่ใจแล้วหรือที่เราจะสอนเราด้วยตัวของเราเอง ถ้าไม่แน่ใจก็จงมองหาเป้าหมายของชีวิต และมองหาครูบาอาจารย์ที่จะสอนเราซะ ไม่งั้นเราจะไม่เป็นคนที่สมบูรณ์จริงๆ ทั้งๆที่ผ่านคนที่เป็นครูมาก็มาก แต่คนที่เอาวัตถุมาเป็นครู(หลงวัตถุ ) ก็ยังไม่ต้องพูดกันเลย เพราะความเป็นคนไม่ได้อยู่ที่เงินทอง ของใช้ บ้าน โทรศัพท์ รถยนต์ หรือยศถาบันดาศักดิ์ จงเป็นอิสระจากสิ่งของภายนอกและสิ่งที่เป็นโลกๆ แล้วเราจะเป็นคนที่สมบูรณ์จริงๆ อยู่อย่างอิสระ ว่างจากตัวตน แต่มีคุณค่าสำหรับมวลมนุษย์ หลังจากที่ผ่านคนที่เป็นคน(ครู)ช่วยสอนเรามาไม่รู้กี่คน (รวมทั้งคนและสิ่งที่สอนเราจากความผิดพลาดต่างๆ ด้วย ก็ถือว่าคนนั้นหรือสิ่งนั้นก็เป็นครูของเราเช่นกัน)

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

เพื่อนที่แท้คือลมหายใจ


เพื่อนที่แท้คือลมหายใจ
การเรียนรู้ตัวเองเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องทำความเข้าใจ เราเกิดมาส่วนใหญ่ก็มาเดี่ยว (ยกเว้นแฝด) กินคนเดียว ขับถ่ายคนเดียว ป่วยคนเดียว เวลาตายเราก็ตายคนเดียว เสียดายที่คนมักจะคิดหาคู่ แต่งงาน มีลูก เพราะคิดว่า ลูกจะได้เลี้ยงเรา ญาติพี่น้องจะได้ดูแลเรา แต่พอถึงเวลาแล้ว คู่ของเราที่คิดว่าเขารักเรามากมาย แต่พออยู่กันไปต่างคนก็ต่างเบื่อกัน ไม่สนใจว่าใครจะทำอะไร บางคนก็แยกกันแล้วก็ไปหาคนใหม่ อยู่กินกับคนใหม่ ลูกหลานของเราที่เราเลี้ยงมาแท้ๆ เขาก็เลี้ยงได้แต่ตัว พอถึงเวลาที่เขาต้องใช้ชีวิต เขาก็ไม่สนใจว่าพ่อแม่จะเป็นอย่างไร ญาติที่เคยดูแลมาจะเป็นอย่างไร ขอให้ตัวเองมีชีวิตรอด หาความสุขไปวันๆ ซึ่งความสุขของเด็กทุกวันนี้เป็นความสุขที่ฉาบฉวยกับวัตถุ เงิน โทรศัพท์มือถือ เครื่องแต่งกาย ซึ่งห่างไกลกับการทำความเข้าใจว่าสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ก็คือปัจจัยสี่ ไม่ใช่มีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งของนอกกายและเพื่อนๆ ที่อาจพาไปในทางผิด แม้เวลาเราเจ็บ คนรักของเรา เพื่อนของเรา หรือญาติพี่น้องของเราก็ดูแลได้เฉพาะภายนอก ถ้าเราไม่ฝึกใจเราให้ดีเวลาป่วยแล้ว เราต้องเสียใจถ้าเขาไม่มาเฝ้าเรา ไม่มาให้เราเห็นหน้า หรือมาแต่ก็ไม่สนใจ สัจธรรมก็ปรากฏชัดเจนก็ตอนใกล้จะตายว่า เราต้องดูแลจิตใจเราให้ดี เพราะคนอื่นก็มีหน้าที่ที่เขาต้องทำ เขาไม่ได้มาเฝ้าเราตลอดทุกวินาที คนที่เฝ้าเราอยู่และเป็นเพื่อนเราจนวันสุดท้ายไม่ใช่คนรัก เพื่อน ลูกหรือญาติ แต่เป็นลมหายใจของเราเอง

“ดูลมหายใจ ทำกายนิ่ง ลมเข้าก็รู้ ลมออกก็รู้ ลมหายใจเป็นเพื่อนเป็น คือถ้ามีลมก็มีชีวิตอยู่ แต่ถ้าไม่มีก็เป็นเพื่อนตาย ลมหายใจเป็นทั้งเพื่อนเป็นและเพื่อนตาย”

วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กายไป ใจยัง


กายนี้มีจุดเกิด จุดเปลี่ยน และดับไป
เกิดแต่เด็ก หนุ่มสาวจนแก่เฒ่า
ใช้จนเก่า แก่เจ็บจนดับสลาย
จิตข้างใน เพียงอาศัยอยู่ในกาย
เป็นที่ให้ พากเพียรเรียนรู้ธรรม
หากจิตหมอง ก็หม่นในวจีและกายกรรม
จิตเกษมล้ำ แม้กายช้ำก็เบิกบาน
หากกายไป ใจก็ยังรับรู้อยู่
ใจผู้รู้ มืด สว่าง แม้ดับกาย