วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553

มีสติกับกายและใจภายใน


ดูกายดูใจดูความคิด มีสติที่จิตภายใน
นิ่งลึกอยู่ด้านใน ปัญญาเกิดว่ากายใจอนิจจัง
ดูข้างนอกดูไป ไม่จบสิ้น
ยิ่งดูยิ่งดิ้น หลายจุดหมาย
ดูภายในใจและกาย ทำความเข้าใจอนัตตา

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

ทรัพย์ทางปัญญา...

คนเรานั้นไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเรียนรู้
เพราะความรู้นั้นจะอยู่ติดตัวเราไปจนแก่เฒ่า
เป็นทรัพย์สมบัติที่ยิ่งใช้จะยิ่งมีมากขึ้น.. มากขึ้น
และจะนำชีวิตเราไปในทางที่ดี เหมือนแสงไฟที่ส่องนำทาง
แม้จะน้อยนิดแต่ก็ยังมีแสงรำไรให้เรามองเห็น...



ไม่มีใครเป็นที่พึ่งให้เราได้ทั้งชีวิต
เราควรศึกษาเรียนรู้สิ่งต่างๆในโลก ทั้งทางวิชาการ และความรู้ทั่วไป
ที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
ใช้ทรัพย์ทางปัญญาของเราสร้างประโยชน์ให้แก่ตัวเองและสังคม
เพราะสิ่งเหล่านั้นจะยังคงอยู่แม้เวลาจะผ่านไป...

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

เรียนรู้แบบครูนอกกะลา - ถอนความคิดเดิม


เรียนรู้แบบครูนอกกะลา
ที่โรงเรีียนลำปลายมาศพัฒนา เมื่อมาเป็นครูใหม่ๆ คิดว่าเราจะต้องใช้เสียงดัง ตีเด็กถ้าเด็กดื้อ เคาะโต๊ะ เคาะกระดานถ้าเด็กไม่ฟัง แต่เมื่อเรียนรู้ได้กับแนวปฏิบัติของครูที่นี่ ความคิดเราเปลี่ยน การปฏิบัติของเราต่อเด็กก็เปลี่ยนไป
ถ้าย้อนไปจากการถูกเลี้ยงดูของพ่อแม่ เราไม่ชอบที่พ่อแม่ด่าว่าเรา ไม่ชอบที่ท่านตี หรือมาโรงเรียนเราก็ไม่ชอบครูเสียงดัง ครูดุด่า ครูตีเด็ก สิ่งนี้เราไม่ชอบทั้งนั้น การถูกหล่อหลอมแบบครูนอกกะลาของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ทำให้เราเรียนรู้ว่ามีวิธีการมากมายที่เราจะสอนเด็กโดยไม่ใช้เสียงดุด่าหรือไม้เรียวช่วย แต่เราใช้ใจสื่อสารกับใจ เมื่อเราใช้เสียงเบา เด็กก็จะเสียงเบา เมื่อเราบอกด้วยเหตุผล เด็กก็จะเป็นคนมีเหตุผล ถ้าเราไม่ใช้การลงโทษด้วยการตี เด็กก็จะมีบุคลิกที่อ่อนโยน ไม่รังแกคนอื่น เชื่อไหมว่าถ้าเราตีเด็ก 1 ครั้ง เด็กก็จะทำเช่นเดียวกับเราโดยการตีหรือแสดงออกที่รุนแรงและใช้อารมณ์ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะการลงโทษด้วยวิธีที่รุนแรงมันฝังอยู่ข้างในนานแสนนาน และไม่รู้ว่ามันจะถูกลบออกได้ตอนไหน
เมื่อใดที่เด็กแสดงออกด้วยวิธีที่รุนแรง ครูหรือผู้ใหญ่ต้องใช้วิธีนุ่มนวลมากๆ "เมื่อไรที่ไฟลุกโหม เรายังต้องใช้น้ำดับไฟ เมื่อไรเด็กมีอารมณ์รุนแรง เราต้องใช้น้ำใจช่วยดับความรุนแรงนั้น"

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

เอาชีวิตรอดกับเอาตัวรอด


คนเราเกิดมาต้องดิ้นรนให้ตัวเองมีชีวิตรอดอยู่ได้ ดิ้นรนที่จะต้องทำมาหากิน มีเสื้อผ้าใส่ หาที่ให้ตนเองอยู่ ถ้าโชคดีก็มีพ่อแม่ที่คอยเลี้ยงดูให้ความรักความอบอุ่น บางคนโชคร้ายก็ต้องหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่เด็ก พ่อแม่แทบไม่รู้จัก เป็นเด็กเร่ร่อน ขอทาน ชีวิตไร้ความหวังไร้หนทางที่จะไป เพราะไม่มีคนให้กำลังใจให้ความหวังที่จะสู้ต่อไป แต่ถ้าดีหน่อยได้ผู้ใหญ่ที่คอยอุ้มชู พอที่จะทำดีต่อไปไม่หลงทาง ซึ่งมีตัวอย่างที่น่านับถืออย่าง "ไล่ตงจิ้นลูกขอทาน ที่บางวันแทบจะไม่มีอะไรตกถึงท้อง รับภาระขอทานเลี้ยงน้อง แม่ปัญญาอ่อน พ่อตาบอด เสื้อผ้าที่ใส่ก็เป็นผ้าห่อศพ เสื้อผ้าของคนตาย แต่สู้ชีวิต มีครูและคนอื่นๆ ให้กำลังใจจนประสบผลสำเร็จและเห็นคุณค่าของการมีชีวิต"

บางคนโชคดีที่มีทุกอย่างพร้อม แต่มีปัญญาที่มีลักษณะ "เอาตัวรอดเป็นยอดดี" ซึ่งในความหมายบางมุมที่ซ่อนอยู่ข้างในคือ ความเห็นแก่ตัว เอาตัวให้พ้นผิด รู้วิธีที่จะให้ตนเองพ้นๆ จากสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการ จนสิ่งที่ตนเองพยายามสลัดออกนั้นอาจไปตกอยู่ที่คนอื่น

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งให้โอวาทว่า "เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็อย่าให้เสียชาติเกิดของความเป็นมนุษย์"

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บ่อเกิดแห่งปัญญา...

เราต้องเข้าใจชัดเจนทั้งสองอย่าง
ในการปฏิบัติของเรา เราต้องพยายามติดตามดูความรู้สึกนึกคิด
ตลอดวันตลอดคืน ไม่ใช่ปฏิบัติเฉพาะเมื่ออยู่ที่วัด
ตั้งแต่นี้ต่อไป ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน อยู่ที่บ้าน อยู่ที่ทำงานหรือเที่ยวไป
ก็ตามพยายามคอยระวังความรู้สึกนึกคิดของตัวเองติดตามศึกษา..
 ความจริงเราไม่ต้องทำอะไรมาก
เพียงแต่คอยสำรวมระวังคอยสังเกตว่า
เรามีความรู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร
ให้มีสติสัมปชัญญะ ระลึกรู้อยู่ รู้สึกตัวอยู่เสมอ
อันนี้ให้ถือเป็นหน้าที่ของเรา
เราไม่ต้องอ่านหนังสือหรือฟังเทศน์ อะไรมากมาย
เพียงแต่พยายามเปลี่ยนนิสัยให้ เป็นคนช่างสังเกต
คือ สังเกตความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง

สังเกตว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังพูดอะไร กำลังคิดอะไร
การปฏิบัติเช่นนี้ การพยายามติดตามสังเกตเช่นนี้จะทำให้เกิดปัญญา

โรงเรียนธรรมชาติ


วันนี้เป็นวันหยุด ครูของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาบางคนชักชวนกันเข้าป่าหาเห็ดในป่าโคกหีบ ป่านี้เป็นป่าอนุรักษ์ของตำบลโคกกลางที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเลย เราตื่นตั้งแต่ตีห้า โดยนำไฟฉายไปด้วย ขับรถมอเตอร์ไซต์ 2 คันซ้อนกันไปทั้งหมดสี่คน เมื่อหาที่จอดรถได้แล้วเราก็แยกเป็นสองกลุ่มเพื่อเดินหาเห็ดกัน ใช้เวลาแค่ประมาณชั่วโมงครึ่งเราก็ได้เห็ดพอที่จะแกงและทำน้ำพริกเห็ดได้แล้ว และยังเก็บผักติ้ว ผักหลอดมาใส่ในแกงเห็ดและกินกับน้ำพริกด้วย เห็ดที่เราเก็บได้มีทั้งเห็ดไค เห็ดน้ำหมาก เห็ดดิน เห็ดถ่าน เห็ดเพ็ก และเห็ดมันปู
หลังจากกลับมาที่โรงเรียนแล้วเรายังมาเก็บเห็ดโคนที่โรงเรียนได้อีก เห็ดโคนมักจะออกเป็นกลุ่มๆ อยู่ตามหญ้า และใต้ต้นไม้ที่มีใบไม้หล่นปกคลุมอยู่ นอกจากนี้เรายังเก็บผักบุ้งนาของโรงเรียนมากินกับน้ำพริกด้วย เช้านี้เรารับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมเพื่อนครูเป็นสิบคนที่มาร่วมกินแกงเห็ดแสนอร่อย และน้ำพริกเห็ดไคสุดแซบ

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เด็กๆ ใครเป็นผู้สร้าง


เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า
การพัฒนาเด็กเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ ซึ่งแน่นอนพ่อแม่และครูต้องช่วยกัน ส่วนผู้ใหญ่คนอื่นถ้าได้เข้ามามีส่วนร่วมกันมากๆ ก็ยิ่งเป็นเครือข่ายในการสร้างเด็กเพื่อเป็นเยาวชนของประเทศ วันนี้(20 ตุลาคม 53)ก็เช่นเดียว ครูอ้นและอาจารย์นฤมลก็มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณครูของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ครูอ้นยังรับเด็ก 2 คนมาเรียนรู้กับครูอ้นที่ผืนป่าระเมียรไม้ซึ่งเป็นบ้านครูอ้นในช่วงปิดเทอม ถึงแม้ว่าครูอ้นจะไม่ได้เป็นครูในระบบก็ตาม ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่เห็นคุณค่าของการพัฒนาเด็กให้เป็นคนดีค่ะ